รีวิวเที่ยวญีปุ่นคนเดียว 15วัน ฉบับย่อแล้ว

13 Mar 2019 Travel

สวัสดีครับเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่น วันนี้ก็เลยจะมาเขียนรีวิวทริปเที่ยวญี่ปุ่น 15วันแบบคนเดียวมาฝากกัน ซึ่งบทความนี้ก็ขอย่อๆเอาเฉพาะส่วนสำคัญละกันเนาะ ส่วนลงรายละเอียดลึกๆเดี๋ยวว่าจะเขียนเป็นบทความแยกต่างหากอีกที อันนี้เป็นภาพรวมแล้วกัน

เริ่มจากหลังปีใหม่ ผมมานั่งๆคิดๆ ว่าอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นแฮะ ช่วงกุมภา กำลังหนาวพอดี ก็เลยมองหาตั๋วและโชคดีได้ตั๋ว low cost บินแบบประหยัดจาก AirAsia ไป กลับ ไม่รวมกระเป๋าก็ 8,000 กว่าบาท ไม่รอช้า กดซื้อทันที ก็ได้แพลนมาเป็น 22 กุมภาพันธ์ 2019 ถึง 8 มีนาคม 2019 นั่นเอง

ทริปนี้ไปโซน Kansai ไปคนเดียว ซึ่งจริงๆโซนนี้เคยไปมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน และหลายๆที่ก็คิดว่าอาจจะไม่ไปซ้ำ และโซนเที่ยวฮิตๆก็อาจจะไม่ไป อยากเน้นไปธรรมชาติ ชาวบ้านๆ เน้นดูบรรยากาศ วิถีชีวิต และก็นอกๆเมืองหน่อย เลยเป็นการผจญภัยซะมากกว่าเที่ยว 555

เริ่มต้นวางแผนเที่ยว

ผมเขียนไว้อีกโพสนึงครับ เรื่องการเตรียมตัวและการวางแผนเที่ยว เผื่อใครอยากอ่านเพิ่มเติม

วิธีเตรียมตัวไปเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียวยังไงไม่ให้หลง(ทาง)
สวัสดีครับ พอดีว่าเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่น ก็เลยมาเขียนบล็อคเล่าเรื่องซะหน่อย…medium.com

ทริปผมจริงๆคือ 14D15N ได้เที่ยวจริงๆ 14 วันแหละ แต่นับ 15 เพราะนับวันเดินทางไปด้วย ผมเตรียมแผนไว้คร่าวๆคือ จะไป โอซาก้า(Osaka), เกียวโต(Kyoto), โกเบ(Kobe), เฮียวโงะ(Hyogo) ,ชิกะ(Shiga) ,โอคายาม่า(Okayama) ,วากายาม่า (Wakayama) และ ฮิโรชิม่า(Hiroshima) จริงๆก็เป็นแพลนที่จะเน้น Survey ดูก่อนว่าแต่ละเมืองมีอะไรน่าเที่ยว บรรยากาศเป็นไง แล้วเดี๋ยวค่อยไปซ้ำแบบละเอียดอีกหลายๆรอบ ฮ่าๆ

ผมเลยได้ไปซื้อตั๋วมาดังนี้

  • Osaka Amazing Pass แบบ 1 Day
  • Kansai Thru Pass แบบ 3 Days
  • Kintetsu Rail Pass Plus แบบ 5 Days
  • JR Kansai Hiroshima Pass แบบ 5 Days

โดย Osaka Amazing Pass จะเอาไว้เที่ยวในโอซาก้า ส่วน Kansai Thru Pass ก็จะเอาไว้ช่วงเที่ยวโอซาก้า เกียวโต แบบไม่ได้ไปไกลๆ ส่วน Kintensu Rail Pass วางแผนไว้คือ จะไปโซนเกียวโต นารา และก็มิเอะ (ก็พวก Iga, Toba, Iseshima แนวๆนี้) สุดท้ายก็ JR Kansai Hiroshima อันนี้วางแผนไว้ Okayama 1 วัน Hiroshima 1 วัน Amanohashidate 1 วัน รอบๆฺ Biwa Lake 1วัน และ Himeji / Kobe อีก 1วัน ส่วนที่เหลือก็เป็น Free day ใช้ ICOCA Card ไป

จะเห็นว่าแพลนผมไม่มีไป Universal Studio นะครับ (หลายๆทริปที่อ่านเจอมาคือต้องมี Universal 1วันแน่ๆ) ซึ่งอาจจะต้องหาซื้อตั๋วก่อนไปด้วย พอดีว่าไม่ใช่แนว ก็เลยโชคดีไม่อยู่ในแผน เลยตัดช้อยนี้ออกง่ายครับ

เริ่มการผจญภัยได้

AirAsia แน่นอน ต้องไปขึ้นที่สนามบินดอนเมือง เดินทางไม่ยากครับ นั่ง BTS ไปลงสถานีหมอชิต แล้วต่อรถบัส A1 30บาท ใช้เวลา 20–30 นาที ก็ถึงสนามบิน

ออกจากดอนเมือง ประมาณ 2โมงครึ่ง ไปถึงญี่ปุ่น ราวๆ 3ทุ่มนิดๆ (เวลาญี่ปุ่นเร็วกว่าไทย 2 ชม.) ใช้เวลาบินประมาณ 4ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงสนามบินคันไซแล้ว (Kansai International Airport หรือ KIX)

ใช้เวลารอตรวจคนเข้าเมืองประมาณครึ่งชั่วโมง ตอนเจอเจ้าหน้าที่ ผมโดนถามค่อนข้างละเอียด อาจเพราะมาหลายวัน เจ้าหน้าที่ขอดูตั๋วขากลับ ถามมากี่วัน มีวีซ่ามั้ย พอบอกว่าไม่มี เค้าก็นั่งนับเลขอยู่ซักพักแล้วบอก 15วัน ฟรีวีซ่า อยู่ได้ถึง 9 มีนาคมนะ อย่าเกินละ (เผื่อไว้แล้ว เพราะผมจองขากลับ 8 มีนา เผื่อฉุกเฉินตกเครื่อง วันที่ 9 ก็ยังไม่เกิน) ซึ่งยืนคุย นั่งดูเอกสาร ขอดูที่พัก นานอยู่เหมือนกัน หลังจากผ่านตม. ผ่านศุลกากรเรียบร้อยแล้ว ก็รีบวิ่งแจ้นไปสถานี Nankai เพื่อนั่งรถเข้าเมืองครับ

หน้าสถานี Nankai อีกฝั่งจะเป็น JR

ก็เดินๆตามทาง มีบอกว่า Nankai Station อยู่ชั้นไหน (ผมจำไม่ได้แฮะ น่าจะชั้น 2 รึเปล่า เดินขึ้นบันไดเลื่อนมา แล้วเดินออกมาทางเชื่อม ก็เจอเลย)

ผมพก ICOCA Card มาด้วย ซึ่งมีเงินติดในบัตรอยู่ ¥1000 ก็เลยไม่ได้ซื้อตั๋ว ใช้ Card เมืองเลย ราคา ¥920 ใช้เวลา 45นาที

ราคาจาก Hyperdia

เที่ยวในโอซาก้า (Osaka)

ช่วง 3 วันแรก พักที่ย่าน Namba จองผ่าน Airbnb ครับ เดิน 5 นาทีถึง Shinsaibashi, Dotonbori ไปดูป้ายกูลิโกะก็ได้ เผื่อใครสนใจ ห้องพักชื่อ CASA MALOCA คืนละประมาณ 1,200–1,400บาท (ไม่รวมค่า Service Fee กับ Cleaning fee นะครับ)

บรรยากาศที่พัก ห้องเล็กๆ มีห้องน้ำในตัว
ถ่ายกูลิโกะซะหน่อย ถ่ายแต่ป้าย ไม่ถ่ายคน ฮ่าๆ

ที่เที่ยวในโอซาก้ามีเยอะแยะมากครับ ผมใช้เวลาช่วงที่พักคืนแรกๆตอนอยู่ย่าน Namba ก็มาเดิน Shinsaibashi เดิน Dotonbori เกือบทุกวัน หรือแม้แต่ช่วงอาทิตย์สุดท้าย ที่ย้ายกลับมาพัก Osaka อีกรอบ (ไปอยู่แถวๆ Miyakojima) ก็ยังมาเดิน Namba เดิน Umeda เดิน Shinsaibashi เรื่อยๆครับ เรียกได้ว่าทรัพย์จางกันเลยทีเดียว 🤑

ย่าน Dotonbori และ Shinsaibashi ที่เป็นซอยติดกัน เดินข้ามแม่น้ำก็ถึงกันแล้ว เป็นโซนที่เดินเกือบทุกวันเลย บางวันก็ไปรับลมเย็นๆ บางวันก็ไปเดิน Shopping บางวันก็เดินดูสาว ฮ่าๆ บางวันก็มีอีเว้น มีนักร้องมาเต้น มาร้องให้ดูด้วย

ย่าน Shinsekai เป็นย่านที่ดูเหมือนตลาดเก่าๆ อารมณ์ 20–30ปีที่แล้ว (ไม่ใช่ตลาดเก่ามากๆ) ช่วง เสาร์ อาทิตย์คนเยอะมาก ทีแรกนึกว่าจะมีแต่วัยกลางๆมาเที่ยว จริงๆวัยรุ่นก็เยอะเหมือนกัน จุดเด่นของย่านนี้ก็เห็นจะเป็น Tsutenkaku Tower แค่มองหาหอคอย แล้วก็เดินแถวๆนั้น ก็จะเจอย่าน Shinsekai แล้วครับ ของกิน ของขายเยอะมาก ราคาไม่แพง แต่เสาร์ อาทิตย์ คนเยอะจริงๆ คิวมากทุกร้านเลย

ย่าน Shinsekai จุดเด่นคือหอคอย Tsutenkaku นั่นเอง

ไม่ห่างจาก Shinsekai ก็จะเป็นย่าน Nishinari ย่านนี้ผมรู้จักจากรายการ Sugoi Japan นั่นเอง ก็เลยลองมาดู เห็นบอกว่าของถูกมากๆ น้ำกดตู้ปกติ ¥100+ ที่นี้ ¥50 เอง แล้วก็ยังมีซุเปอร์มาเกตชื่อ Super Tamade ในย่านนี้ จริงๆมีอีกที่ตรงแถวๆ สถานี JR Shin Imamiya ตรงนั้นดูใหญ่กว่านิดหน่อย เป็นที่ผมฝากท้องไปหลายมื้อเหมือนกัน รวมถึงตุนพวกน้ำเปล่า Coke Zero ไว้พอสมควรเลย Coke ปกติ ¥141–¥150 แต่ที่นี้ ¥78

หน้าตาร้าน Super Tamade จริงๆมีหลายสาขา สาขาในรูปในซอย Nishinari

จริงๆย่าน Nishinari ถ้าเดินไปเรื่อยๆ แล้วหลงไปอีกซอย ที่แค่เดินข้ามซอยไปซอยเดียว ก็จะเป็นโซนโคมแดงเลยนะ ทีแรกผมก็ไม่รู้หรอก แต่จำได้ตอนดูรายการ Sugoi Japan ว่าแล้วทำไมฮิโระซังไม่เดินต่อ มาเกตก็ตอนที่มาเจอที่จริง ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันคือโซนนี้ ก็เดินหลงไป สุดท้าย ก็อ๋อ นั่นเอง ขนาดผมเดินตอนกลางวันนะ บางร้าน ยังเปิดแล้วเลย

ข้ามทางไปก็เป็นย่าน Shinsekai กับ Nishinar / บรรยากาศก็จะเก่าๆ มีผู้สูงอายุอยู่เยอะ

ใกล้ๆย่าน Nishinari ก็จะมีโซน Shin-Imamiya ทั้งสถานี JR หรือ Subway ก็จะเป็นโซนที่พักราคาถูก ของกินถูก น่าจะมีนักท่องเที่ยวมาพักอยู่เยอะ โรงแรมเยอะมากๆ คุ้นหูหลายชื่อเลยตอนที่หาที่พักถูกๆ แต่บรรยากาศโดยรวมผมว่ามันค่อนข้างน่ากลัวเล็กน้อย ไม่ค่อยสะอาด กลางคืนไม่ค่อยเหมาะในการออกมาเดินเล่น บางวันก็เจอพวกแก๊งต่างชาติ น่าจะเป็นโซนอาหรับ ยืนคุย ยืนสูบบุหรี่หน้าสถานีบ้าง หน้าร้าน Pajinko บ้าง ก็ดูแล้วไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่ (โซนนี้กลางวันโอเค กลางคืนไม่ค่อยแนะนำครับ) ผมลองมาพักที่นี่หนึ่งคืน เพราะเห็นว่าราคาถูก คืนละ 400บาท เป็นห้องเดี่ยว ภายใน Hostel ห้องเล็กๆ นอนได้สบายๆ ตัวโรงแรมปกติดีทุกอย่าง ติดตรงแค่สภาพแวดล้อม ดูไม่ค่อยน่าอยู่ตามที่บอกไปครับ

ไปขึ้นชิงช้า Tempozan Giant Ferris Wheel และนั่งเรือ Santa Maria Cruise ซึ่งใช้ Osaka Amazing Pass ได้ ไม่ต้องเสียตังเพิ่ม

ขึ้น Ferris Wheel มอง Osaka ในมุมสูงๆบ้าง
นั่งเรือ Santa Maria Cruise
เจ้ากระต่ายน้อย ในห้างข้างๆ Ferris Wheel

ได้ไปเดินเล่นแถวๆ Osaka Expo ซึ่งมีห้าง ร้านอาหาร แต่ที่ผมชอบที่สุดคือหอ Tower of The Sun นั่นเอง

Tower of The Sun ชอบมากๆ
Expo City และ Gundam Square

แล้วก็ไปสนาม เพื่อดูบอล ระหว่าง Gamba Osaka กับ Yokohama F.Marinos ซึ่งบรรยากาศผมเขียนไว้อีกบทความครับ

บรรยากาศภายในสนามบอล

แชร์ประสบการ์การไปดูบอล J-League ครั้งแรกที่ญี่ปุ่น
เริ่มจากผมมีแพลนจะไปเที่ยวทางแถบคันไซ (Kansai) และวันที่ไปนั้น J-League เปิดฤดูกาลพอดี รอช้าทำไม เข้าเว็บหาซื้อตั๋วเลยซิ…

เดินเล่นโซนในเมืองก่อนไปปราสาทโอซาก้า

เที่ยวปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) มาโอซาก้าทั้งที เค้าว่าไม่ได้ถ่ายรูปกับป้ายกุลิโกะและปราสาทโอซาก้าถือว่ามาไม่ถึง ผมก็ใช้เวลาอยู่ที่ปราสาทประมาณ 1ชม. ไม่ได้เข้าไปในตัวปราสาทเพราะเคยเข้าไปแล้ว ส่วนตัวชอบบรรยากาศรอบๆมากกว่า

ปราสาทโอซาก้า

ขาเดินกลับจากปราสาท ก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้เจอรถบรรทุกในญี่ปุ่น ปกติที่ไทยเจอทุกวัน พอมาญี่ปุ่น ไม่เคยเห็นเลย ก็ว่าทำไมพื้นถนนบ้านเค้าเรียบดีจริงๆ เพิ่งเห็นครั้งแรกแม้จะจอดอยู่ ก็เลยขอถ่ายไว้ซะหน่อย (จริงๆอาจจะมีเยอะก็ได้ ที่จังหวัดอื่น แต่ผมเพิ่งเคยเห็นนี่แหละ)

เป็นครั้งแรกที่เจอรถบรรทุกที่ญี่ปุ่น

ไปเดินย่าน Ikuno หรือ Korea Town นั่นเอง อยู่แถวๆสถานี Thuruhashi Station ก็ถือว่าเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง มาเที่ยวญี่ปุ่น มาเดินย่านเกาหลี ส่วนใหญ่ก็จะเจอป้าย เจอร้านที่มีแต่ K-Pop เต็มไปหมด

มาเดิน Korea Town ซักหน่อย

มี Umeda Sky Building กับ HEP Five Ferris Wheel ที่ไม่ได้ไปรอบนี้ เพราะว่าเคยไปแล้ว จริงๆทริปนี้ว่าจะไป แต่ก็ลืมทุกครั้งเลย กลับมาแต่ละวันก็ค่ำแล้ว ก็เลยไม่ได้ไปต่อ

และก็ที่พักที่ผมพักนานสุด ก็คือหาจาก Airbnb เช่นเคย โดยไปพักย่าน Miyakojima ย่านนี้เป็นย่านที่ผมรู้สึกมีหอ มีอพาร์ทเม้นเยอะ มีคุณแม่ๆ ปั่นจักรยานมีเด็กน้อยมาด้วยก็เยอะอยู่ เป็นโซนเงียบสงบดี แทบไม่เจอนักท่องเที่ยวเลย

ผมอยู่ที่นี่ 1 อาทิตย์ครับ เป็น Apartment คืนละ 1,000บาทนิดๆ มี Lawson เกือบทุกซอย ร้านข้าว ราคาถูก มี Coin Laundry เครื่องปั่นผ้า แพงกว่าค่าข้าวอีก ฮ่าๆ


เที่ยวเกียวโต (Kyoto)

ในเกียวโต ผมได้เที่ยวภายในเมืองประมาณ 2วัน มีอีก1วันที่ไม่ได้ไปไหน นั่งอยู่ในตัวเมือง นั่งทำงาน นั่งคุย Meetup และก็ไปเกียวโตเหนือ เช่น Amanohashidate จุดชมวิวที่เค้าบอกกันว่าเป็น 1 ใน 3 จุดชมวิวที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น นั่นเอง

ผมพักที่เกียวโต 2 คืน โดยเลือกพักเป็นแนวบ้านสไตล์ญี่ปุ่นครับ ผ่าน Airbnb ชื่อ Hibari Hostel (ที่พักห่างจากสถานีเกียวโต สถานีเดียว) คืนละประมาณ 1,000 บาท

ห้องพักเล็กๆ เป็นแบบผ้าปูนอน มีโซนนั่งอ่านหนังสือใน Hostel ได้

ไป Arashimaya หลายคนได้ยินชื่ออาจจะไม่คุ้น แต่ถ้าบอกว่าป่าไผ่ อาจจะอ๋อก็เป็นได้ ที่นี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่ผมชื่นชอบเป็นการส่วนตัวครับ ไม่ใช่ป่าไผ่ แต่เป็นย่านตลาด มีร้านอาหาร ร้านค้าเต็มสองข้างทาง ผมไม่แน่ใจว่าเค้าเรียกย่านนี้ว่าอะไร หรือแม้แต่นั่งเรียบแม่น้ำ Katsura ก็ได้บรรยากาศดีครับ

สถานี Arashiyama ผมใช้ Kansai Thru Pass นั่งมา (ถ้านั่ง JR จะลงอีกฝั่ง)

บรรยากาศข้างทางในย่าน Arashiyama ฝั่งก่อนข้ามแม่น้ำ Katsura จากฝั่งสถานี Arashiyama ย่านคนเดิน ร้านค้า ร้านอาหาร ก่อนทางเดินไปป่าไผ่ และวัดเทนริวจิ

Arashiyama

จริงๆก็มีรถไฟสายโรแมนติคนะครับ แต่ช่วงที่ไปมันปิดปรับปรุงครับ แล้วก็รอบก่อนเคยนั่งแล้ว เฉยๆ ไม่ว้าวเท่าไหร่ ฮ่าๆ

รถไฟสายโรแมนติคเปิด 1 มีนาคม แต่ผมไปช่วงปลายกุมภาพันธ์

มาเดินเล่นย่าน Gion ไปเดินโฉบๆศาลเจ้า Yasaka และนั่งเล่นแถวๆแม่น้ำคาโมะ (Kamo)

ศาลเจ้า / ย่าน Gion
ริมแม้น้ำ

เดินย่าน Higashiyama หรือย่านแถวๆวัด Kiyomizu (วัดน้ำใสที่คนไทยรู้จัก) ย่านนี้ก็จะเจอคนแต่งกิโมโนกันเดินปกติเลย ส่วนตัวผมก็แต่งเดินไปครึ่งวันเหมือนกัน เดินย่านนี้ดูนุ้นนี่นั่นไปเรื่อย เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปไว้เท่าไหร่ เพราะว่าใส่กิโมโน ก็เลยถือแค่กระเป๋าตังกับโทรศัพท์ใส่ถุงหิ้วมา เลยหยิบมาถ่าย ส่วนใหญ่ก็ถ่ายกับสาวๆกิโมโนอะ 😃

ผมหามุมถ่ายตรงนี้ไม่เจอ เคยเห็นรูปที่คนถ่ายแล้วสวยมาก แถมคนเยอะตลอดเวลาอีก เลยถ่ายสาวซะเลย 😢
ทางเดินที่จะไป Kiyomizudera ไม่รู้ตรงนี้คืออะไร แต่เห็นมีแต่สาวๆ ไม่รู้ผมมาผิดที่รึเปล่า ฮ่าๆ

ไป Amanohashidate ซึ่งอยู่ในเขตเกียวโต การเดินทางก็ใช้เวลาหน่อยประมาณ 2ชม.นิดๆ ถือไปได้สองทางคือจากเกียวโต หรือจากโอซาก้า ถ้าเที่ยวแรก จากเกียวโตประมาณ 07.30 นั่งไปลง Fukuchiyama แล้วต่อรถ Tango Rail ไป Amanohashidate หรือจาก Osaka ก็นั่งไปได้ แต่ต้องรอรอบ 10โมง กับ 11 โมงประมาณนั้น ถ้าใครอยากเที่ยวเยอะๆ ก็แนะนำ ไปรอบแรกเลย 07.30 ที่เกียวโต ล้อหมุน

รูทที่เช้าที่สุด ออกจาก Kyoto เวลา 07.32

ส่วนผมนั้นตื่นสาย ก็เลยได้ออกจากโอซาก้า 10 โมงกว่าๆ ไปถึง Amanohashidate ก็เที่ยงแล้ว

รูทที่ผมนั่งไป Amanohashidate (โดยใช้ JR Pass ไม่ต้องเสียเพิ่ม)

จากทีแรกว่าจะไป Ine หมู่บ้านประมงด้วย ก็เลยได้แค่เที่ยว Amanohashidate อย่างเดียว แต่ก็ถือว่าคุ้มแล้วครับ ได้เดินเที่ยว ได้ปั่นจักรยานชมวิว ถือว่าคุ้มค่า (เสียดายนิดๆก็ฟ้าครึ้มๆ ฝนตกปอยๆนี่แหละ)

Welcome Amanohashidate
จุดชมวิวจาก Amanohashidate View Land จุดยอดนิยมนั่นเอง
จุดชมวิวจาก Amanohashidate View Land จุดยอดนิยมนั่นเอง
ขึ้นไปมองลอดหว่างขาตัวเอง จะเห็นวิวแบบนี้ (จริงๆเอารูปมา Rotate ก็ได้นี่เนอะ 😂)

ซึ่งเจ้า Amano hashidate เนี่ยเค้าว่ามันคือเส้นทางของเทพเจ้า ทางไปสู่สวงสวรรค์ ซึ่งจริงๆแล้ว ที่เราเห็นมันเชื่อมกันระหว่าง 2 เกาะมันคือสันทรายที่มีต้นไม้ปลูกตลอดทาง ปั่นจักรยานชิวๆเลย หรือจะเช่าเรืือ Ferry ข้ามไปมา ก็ได้ เพราะระยะทางแค่ 3กิโลกว่าๆเอง ซึ่งผมก็ปั่นจักรยานเอา เช่าเหมาวัน ¥400 ขาไปอีกฝั่ง ฝนตกพอดี เลยได้ภาพมาประมาณนี้

ทางขึ้นไปถ่ายจุดชมวิวอีกด้านของเกาะ
ถ่ายจากอีกด้านของ View Land

ซึ่งการจะขึ้นไปดูจุดชมวิวทั้งสองฝั่งนั้น ก็ขึ้นรถลาก หรือนั่งเกาอี้รอยฟ้า (Chair Lift) ซึ่งคนกลัวความสูงก็อาจจะเสียวๆหน่อย เพราะนั่งเก้าอี้แล้วห้อยขา แล้วก็จะมีเชือกลากขึ้นไป ราคาจำไม่ได้แฮะ ¥600 ประมาณนั้น

ส่วนวัดเงิน วัดทอง Fushimi-inari ทริปนี้ไม่ได้ไปเลยครับ พอดีว่าไปมาหมดแล้ว และจริงๆผมก็ไม่ค่อยอินกับวัดเท่าไหร่ เลยตัดพวกนี้ออก จริงๆ เพราะแพลนเที่ยวผมมันกว้างด้วยแหละ จะเก็บให้หมดก็ไม่ไหว ก็เลยเอาที่เคยไปแล้วออก แต่จริงๆใครยังไม่เคยไปก็แนะนำครับ


เที่ยวชิกะ นารา มิเอะ (Shiga, Nara, Mie)

ช่วงเที่ยวชิกะ (แถบๆทะเลสาบ Biwa) ผมใช้เวลา 1 วัน โดยใช้ JR Kansai Hiroshima ทีแรกกะเที่ยววนจนรอบทะเลสาบ แต่พอเที่ยวจริงๆมันใช้เวลาพอสมควร และคิดว่ามันเสียเวลาบนรถไฟนานไป ก็เลย ไปแค่ Otsu แล้วไปต่อที่ Hikone จากนั้นนั่งรถกลับมาเกือบถึง Kyoto และไปฝั่งสถานี Shiga ครับ

ทั้งวันได้แค่นี้แหละครับ

ส่วนโซนนารา มิเอะ อันนี้ผมแพลนไว้จะใช้ Kintetsu Rails Pass Plus เที่ยวครับ อาจจะไม่ได้ทั้ง 5วัน 3–4วัน ก็โอเคแล้ว จริงๆแค่ไป กลับมิเอะ กับนาราผมก็ว่าคุ้มค่า Pass แล้วนะ

แผนที่ของ Kitetsu Rail Pass Plus (ผมว่า route Nagoya น่าจะเที่ยวง่ายกว่า)

เมืองแรกเลยคือ Otsu มาถึงเช้ามาก ห่างจากเกียวโตแค่ 20นาที ถ้าจำไม่ผิด ที่ Otsu ผมมาก่อน Tourist Information เปิด ก็เลยไม่ได้ดูแมพ หรือตามคำแนะนำ (ปกติทุกๆเมืองที่ไปผมจะขอ Map ขอคำแนะนำจาก Tourist Information Center นี่แหละ)

เมืองค่อนข้างเงียบๆ ทางเดินไปท่าเรือ Otsu

ที่ท่าเรือ Otsu ผมเดินเล่นชมวิว นั่งกินขนมปัง แซนวิชที่นี่ประมาณชม. ก็ออกเดินทางต่อไปที่ Hikone ก่อนหน้า Hikone ก็แวะแถวๆ Kuratsu เห็นมันเป็นสถานีต่อ เลยลงไปหา Tourist Information ก็เลยได้ Guide เที่ยว Shiga มาต่อ

ที่ Hikone ผมเห็นในใบ Guide แนะนำ เป็นปราสาท ก็เลยเอาวะ ไหนๆก็มาแล้ว ก็เยี่ยมเยียนทุกๆปราสาทเลยละกัน เหมือนกับว่ามาเมืองนี้ก็ต้องมาหาเจ้าเมืองไรประมาณนั้น (จริงๆผมไม่ค่อยอินกับปราสาทเท่าไหร่ มันดูคล้ายๆกันหมด ฮ่าๆ)

ทางไปปราสาทก็เจอรูปปั้นก่อนเลย

บริเวณรอบๆปราสาท Hikone ผมว่าโอเคเลย ข้างในตัวปราสาทไม่ได้เข้า แค่เดินบริเวณรอบๆ แต่รู้สึกว่านักท่องเที่ยวไม่เยอะเท่าไหร่ เทียบกับปราสาทโอซาก้า หรือฮิเมจินี่คนละเรื่องเลย

ปราสาท Hikone
ไม่รู้ทำไมผมชอบถ่ายพวกป้ายแขวนพวกนี้ อ่านก็ไม่ออก 😃

มาอีกฝั่งคือแถวๆสถานี Shiga สถานีนี้ผมว่าบรรยากาศดีมาก ฝั่งซ้ายเป็นภูเขาฝั่งขวาติดทะเล ด้านบนภูเขาก็เป็นลานสกี Biwako Valley

แถวๆสถานี Shiga
อีกฝั่งเป็นติดทะเล

ทีแรกเห็นแล้วกะว่าจะลง Shiga แล้วไปเดินเล่นแถวๆติดทะเลซะหน่อย พอออกจากสถานีไปเห็นรถบัสไป Biwako Valley ก็เลยอะ ลองไปดูน่าจะใช้เวลาไม่นาน กลับมาค่อยเดินทะเล

หนาวใช้ได้เลย ไม่ได้เตรียมชุดไป รองเท้าผ้าใบพื้นซึมจ้า ฮ่าๆ

ปรากฎว่าใช้เวลาอยู่ที่ Biwako Valley นานไปหน่อย ทั้งดูเค้าเล่นสกี เดินหามุมถ่ายรูป ดูวิว รอรถบัส บลาๆ กลับลงมาก็ 6โมง รู้สึกว่าเริ่มมืด ไม่ค่อยสวยแล้ว เลยนั่งรถไฟกลับเลย

ที่นารา (Nara) ใครๆก็นึกถึงกวาง แต่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ก็มาดูวิว มาดูบรรยากาศเดินถ่ายรูปซะส่วนใหญ่ จากนั้นก็ไปโซนวัด โซนเขา ซึ่งมันก็อยู่ในเขตนารา เรียกได้ว่าผจญภัยกันเลยทีเดียว บางทีเดินครึ่งชม. เป็นชม.ก็มี บางวัด บางศาลเจ้าก็อยู่บนเขา กว่าจะเดินไปถึง ฮ่าๆ

แถวๆนารา ปาร์ค

เดินมาแถวๆวัด Todaiji ไม่ได้เข้าไปข้างในเพราะว่าเสียตัง และเคยเข้าไปแล้ว ก็เลยถ่ายรอบๆนอก และเดินไปเล่นบริเวณบนเขาซะหน่อย

เลยได้มุมถ่ายรูปนี้มา

โซนมิเอะ (Mie) ก็ได้ไปหลายที่หน่อย แวะตลอดทาง และรถไฟสายนี้นั่งนานมากๆ คิดว่าทริปหน้า ไปค้างแถวๆ Mie โซน Iseshima ซัก 1 คืนก็น่าจะดี

โซนมิเอะ ผมไม่ได้เที่ยวตาม Guide หรือตาม Route ที่เค้านิยม ผมไปแค่ศาลเจ้า Ise (Ise Shrine) กับย่าน Okage Yokocho เอง เสียดายที่วันที่ไป ฝนดันตก เลยเดินทางลำบากนิดหน่อย จริงๆอยู่นี่อีก 1 วันกำลังดีเลย (ซึ่งแผนผมตอนแรกว่าจะเลยไป Toba ด้วย แต่พอมาแล้วไปไม่ทัน จะมาอีกวันก็รู้สึกว่านั่งรถไฟนานไปหน่อย ไว้มา Route Nagoya ค่อยแพลนมาอีกรอบละกัน 😄)

หน้าทางเข้า Ise Shrine ฝนกำลังตกเลย

รู้สึกว่าศาลเจ้านี้จะเป็นศาลเจ้าที่ดังมากในญี่ปุ่น ซึ่งจากการหาข้อมูลมาเค้าบอกว่าคนญี่ปุ่นต้องมาสักการะซักครั้งในชีวิต จะเห็นว่าแม้ว่าฝนตก ยังมีคนมาค่อนข้างเยอะทีเดียว

ภายในศาลเจ้า Ise

ต่อมาเดินมาตลาดตรงข้ามศาลเจ้า ก็จะเป็นโซนของถนน Okage Yokocho เป็นถนนเส้นที่ดูเหมือนเป็นยุคเอโดะ (โตเกียวเก่า) บรรยากาศ อาคารบ้านเรือน ให้อารมณ์ย้อนยุคดี มีอาหารขึ้นชื่อขายหลายอย่างเลย

ย่าน Okage Yokocho

บางวันก็หลงอยู่แถวๆ Nara เพราะขึ้น Kintetsu Rail Pass แล้วอยากแวะ ก็ลงไปเดินเล่น ดูบรรยากาศ เดินไปเดินมาหลง หาสถานีไม่เจอก็มี

บางที่ก็ไม่รู้ไปไหน ฮ่าๆ

บางวันก็มาเดิน แล้วเห็นเค้าบอกมีศาลเจ้า ก็เลยเดินตามๆไป จากสถานี Sakurai ที่ Nara เดินไปเดินมา อ่อชื่อศาลเจ้า Omiwa Jinja Shrine แต่ว่าไม่ได้ขึ้นไปด้านบนเพราะว่า ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น และไม่สามารถขึ้นไปได้ก่อนได้รับอนุญาต ก็เลยได้แต่ดูบรรยกาศ เดินเล่นรอบๆแทน

ศาลเจ้า ด้านขวามือมีทางขึ้นภูเขา ซึ่งต้องได้รับอนุญาตก่อน
เลยเดินบริเวณรอบๆแทน แล้วก็กลับ ใช้เวลาเดินนานเหมือนกัน

เที่ยวโกเบ และฮิเมจิ (Kobe & Himeji)

Kobe และ Himeji อยู่ในจังหวัด Hyogo ซึ่งไม่ไกลจาก Osaka สามารถพักที่ Osaka แล้ว 1 Day Trip ได้เลย ใช้ Kansai Thru Pass ก็ได้ หรือใครใช้ JR Wide Area ก็นั่ง Shinkansen ไปลง Kobe 10กว่านาที จาก Shin-Osaka หรือ Himeji แค่ครึ่งชม. ไรงี้ ในขณะที่ Kansai Thru Pass น่าจะ 2ชั่วโมง

ตัวโกเบที่เที่ยวก็มีโซน Kitano จะเป็นโซนบ้านเก่าๆของต่างชาติ ซึ่งบางบ้านก็เปิดให้เข้าชมข้างใน ส่วนตัวผมไม่ได้ชมครับ เพราะกลัวฟังไม่รู้เรื่องนั่นเอง

ย่าน Sannomiya ก็จะเป็นแหล่งหลักในการต่อรถไฟสายต่างๆ ถ้านั่ง Shinkansen ก็จะมาลง Shin-Kobe ก็ต้องต่อ Subway มาลง Sannomiya เพื่อจะไปสถานที่ต่างๆใน Kobe อีกที

ไปเดินแถวๆอ่าว Kobe, Kobe Port Tower, Meriken Park รวมถึงลองขึ้นเรือ Concerto Cruise วิ่งวนรอบอ่าวโกเบไปถึงสะพาน Akashi-Kaikyoใช้เวลาประมาณ 1ชม.กว่าๆ ซึ่งตรงอ่าวโกเบเนี่ย ผมมานั่งเล่นอยู่ 2–3วันเหมือนกัน มากินข้าวบ้าง มานั่งเฉยๆ รับลมเย็นๆ ตากลมเย็นๆ เล่นก็ฟินดี

บรรยากาศช่วงเย็นๆรอบอ่าว Kobe
บรรยากาศช่วงมืดๆรอบอ่าว Kobe
¥2700
 มั้ง
สะพาน Akashi-Kaikyo ถ่ายจากสถานีอะไรจำไม่ได้ก่อนถึง สถานี Maiko

ซึ่งถ้าไปสถานี Maiko จะอยู่ใต้สะพานเลย สามารถเดินไป มีที่เข้าไปเดินดูทางเดินใต้สะพานหรืออะไรซักอย่าง เดินไปถ่ายรูปได้ มีจุดที่หลายๆคนไปตั้งกล้องถ่ายดูพระอาทิตย์ตกก็มี

สะพาน Akashi-Kaikyo อีกมุมนึง

ต่อมาฮิเมจิ ก็ไปปราสาทซักหน่อย จากนั้นก็เดินเล่นแถวๆนั้น เดินห้าง เดินช้อปปิ้ง เข้าไปร้านหนังสือ

ออกมาจากสถานี JR Himeji ก็เห็นปราสาทแต่ไกลเลย
ตัวปราสาท Himeji
ปราสาท Himeji (ต้องเข้ามาด้านในถึงถ่ายได้) เอารูปจากทริปเก่ามา 😄

ส่วนร้านหนังสือ แม้จะอ่านไม่ออก แต่ผมก็ไปเดินดู เดินอ่าน และพบว่าหนังสือในสายคอมพิวเตอร์ มันดีมาก คนญี่ปุ่นขยันเขียนมาก (ใครๆก็รู้ว่าหนังสือ Tech/IT มัน outdate ง่าย ไม่เกิน 6 เดือน 1 ปี ก็เริ่มเก่า ใช้งานไม่ได้แล้ว) แต่นี้เค้าขยันเขียนกันมาก บางเล่นเพิ่งตีพิมพ์ไม่ถึงเดือนก็มี รู้สึกชอบมากๆ

หนังสือสาย Tech / Programming ของญี่ปุ่น

เที่ยวโอคายาม่า (Okayama)

การมา Okayama ใช้แบบ 1 Day Trip จาก Osaka ก็ได้ โดยนั่งรถไฟ Shinkansen ด้วยพาส JR Wide Area Pass หรือ JR Kansai Hiroshima Pass ก็ได้ ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงครับ ก็มาถึง Okayama แล้ว

ได้ขึ้น Shinkansen ครั้งแรก ก็เลยถ่ายที่นั่ง พบว่ามีว่างวางเท้าเยอะมาก มีปลั๊กเสียบ เสียดาย wifi สัญญาณหายตอนลอดอุโมงค์
บังเอิญเจอรถไฟ Kitty เสียดายรีบวิ่งไปขึ้นรถ เลยถ่ายมารูปเดียว
มองมุมนี้ จะเห็นตัวปราสาทโอคายาม่าอยู่ไกลๆ

ซึ่งที่เที่ยวที่ Okayama จริงๆ ก็มีหลายที่นะนอกเหนือจากที่ผมจะไป แต่ผมขอเก็บแค่ 2 ที่พอคือ ปราสาท Okayama & สวน Kuraoken แล้วก็ที่ เมืองโบราณ Kurashiki

พอดีฝนเริ่มปอยลงมา เลยรอไม่มีคนไม่ไหว ถ่ายติดคนมานิดหน่อย 😃

ต้องบอกเลยว่าผมมา Okayama ครั้งแรก และรู้สึกว่าบรรยากาศมันอบอุ่น ผู้คนไม่พลุกพล่านมากเหมือนโอซาก้า โกเบ มีความผสมผสานระหว่างโมเดินและโบราณ ส่วนตัวแล้วก็เลยเก็บเมือง Okayama ไว้ทริปถัดๆไปแน่นอน จะได้มาอีก เพราะรอบนี้แค่มา Survey วันเดียวเอง ยังไม่ทั่วเลยด้วยซ้ำ ฮ่าๆ

สวน Korakoen บรรยากาศดีมาก มานั่งเล่นได้เลย เสียดายมาช่วงที่หญ้าไม่ค่อยเขียว
ตรงที่เป็นดิน ถ้าช่วงที่หญ้าเขียวๆน่าจะสวยไม่น้อยเลยทีเดียว

ซึ่งนอกจากที่ผมไปก็ยังมีที่ดังๆอีก เช่น โมโมทาโร่ ถนนยีนส์ไรพวกนี้ แล้วก็พวกสวนสนุก ซึ่งผมอ่านจาก Guide Map ของ Tourist Information ก็ดูน่าสนใจดี ไว้ค่อยจัดทริปมาใหม่

ต่อมาเมือง Kurashiki เมืองโบราณ ซึ่งย่านที่จะไปมันชื่อว่า Bikan Historical Quarter (นั่งรถไฟจากตัว Okayama Station มา Kurashiki ประมาณ 20 นาที)

สถานี Kurashiki
Bikan Historical Quarter

ที่นี้จะเป็นย่านเล็กๆ ได้บรรยากาศวัฒนธรรมเก่าๆ กลิ่นอายเก่าๆ สามารถเดินจากสถานี Kurashiki มาได้เลย ไม่ไกลมาก 500m โดยประมาณ


เที่ยวฮิโรชิม่า (Hiroshima)

ฮิโรชิม่า หลักๆเลยคือนั่งรถบัสในเมืองฟรี ด้วย JR Pass อีกเช่นเคย ผมก็เที่ยวตาม Guide Map ที่ได้จาก Tourist Information โดยหลักๆที่ไปก็คือพวกพิพิธภัณฑ์ Atomic Bomb Dome, Peace Memorial Park ปราสาท Hiroshima แล้วก็เดินเล่นแถวๆถนน Hondori จริงๆช่วงที่มา Hiroshima มีแข่งเบสบอลด้วย ได้เห็นกองเชียร์ทีม Hiroshima Toyo Carp ชุดเบสบอลเท่ดี หลงรักเลย เดี๋ยวไว้มีโอกาสจะไปซื้อชุดเบสบอล ไปดูเบสบอลที่ขอบสนามละกัน

Atomic Bomb Dome

อีกส่วนหนึ่งใน Hiroshima ที่ตัดสินใจซื้อตั๋ว JR Kansai Hiroshima Pass ก็คือจะมาเกาะ Miyajima เพื่อมาดูเสาโทริอิลอยน้ำนั่นเอง เป็นหนึ่งใน 3 วิวที่สวยที่สุด ทริปนี้เก็บไปได้ 2 อีกที่อยู่ไกลเกิน ต้องไปโซน Sendai นู้นเลย

ส่วนของสวนสันติภาพ, Atomic Bomb Dome และย่านร้านค้า
ปราสาทฮิโรชิม่า / แปลกใจไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว อาจเพราะมีปรับปรุงอยู่

ส่วนการมา Hiroshima ก็นั่ง Shinkansen มาเลยคร๊าบ ด้วย Nozomi (Pass นี้ดีมาก นั่ง Nozomi, Hikari ได้ด้วย ในขณะที่ JR Pass ใหญ่ที่นั่งได้ทั่วประเทศ นั่ง Nozomi ไม่ได้ซะงั้น) ใช้เวลาจาก Shin Osaka มา Hiroshima ราวๆ 1ชั่วโมงครึ่งได้ (บางทีเร็วๆพอๆกับผมนั่ง Subway ในโอซาก้า แล้วไปต่อ Namba หรือ Umeda อีก เพราะว่าหลงทางใน Umeda ทุกวัน ฮ่าๆ)

เสาโทริอิกลางน้ำ ได้มาเห็นกับตาแล้ว
บริเวณเกาะมิยาจิมา

ได้ตามที่หวังไว้แล้ว ได้มาเห็นเสาโทริอิ ปกติเคยเห็นแต่ในทีวีหรือตามสื่อต่างๆ แม้ว่าจะดูไม่สวยเท่าไหร่ตอนน้ำลด เห็นรอยของน้ำ แต่ก็ถือว่าเป็นจุดที่สวยจริงๆแหละ บรรยากาศในเกาะก็โอเค ที่เกาะนี้ร้านค้าก็จะปิดไวหน่อย เงียบมาก ปิดเกือบหมดหลัง 6 โมงเย็นไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าคนที่ค้างคืนที่นี่ ตอนกลางคืนมีร้านไหนเปิด หรือมีกิจกรรมอะไรหรือเปล่า เพราะผมก็กลับ Osaka เลย ไม่ได้ค้างคืน

ร้านขายของที่ Miyajima

แวะละลายทรัพย์ที่ Rinku Town

สุดท้าย วันที่จะกลับ ผมมีเวลา 1 วัน จริงๆวางแผนว่าจะไป Wakayama และไปรถไฟแมว ปรากฎว่า พอมาแวะเอากระเป๋ามาฝาก Rinku Town แล้วเลยยาวเลย เพราะว่าแวะ Premium Outlet ทีนี้วาร์ปมาอีกทีก็เย็นๆแล้ว หมดเนื้อหมดตัวกันเลยทีเดียว

ที่นี้ผมไม่ได้พกกล้องมา กะว่ามาช็อปปิ้งเต็มตัวเลย เลยทำให้ไม่มีรูปเท่าไหร่ มีแค่ 2รูปจากมือถือฮะ

มองเห็นชิงช้าใหญ่ๆนั้นมั้ย เดินไปทางนั้นแหละ ผ่านห้างด้านขวามือของภาพไป

ทางมา Rinku Town ก็ง่ายมาก ห่างจากสถานี Kansai Airport 1 สถานี ถ้ามาจาก Namba ก็นั่งสาย Nankai มาประมาณ 40นาทีครับ

ที่นี่มีสินค้าลดราคาเยอะเลย ผมเสียตังตั้งแต่ร้านแรก ฮ่าๆ ใครแวะมาแล้ว บอกเลยว่าระวังหมดตัว 😃

Rinku Premium Outlet แหล่งละลายทรัพย์ชั้นดี

และแล้วก็ได้เวลากลับ เดินทางกลับรอบดึกเที่ยวบิน 5ทุ่มกว่าๆ (ใช้เวลาต่อแถว Check-in 1ชั่วโมงกว่า ไม่นึกว่าจะนานขนาดนี้)

ที่สนามบินมีอีเว้นโปเกม่อนอะไรไม่รู้ เลยถ่ายรูปผนังมาละกัน

สรุปค่าใช้จ่ายในทริปนี้

  • ค่าตั๋วเครื่องบิน AirAsia X ไป-กลับ + กระเป๋า ประมาณ 10,000 บาท
  • ค่า Pass ต่างๆ ¥32,000 (ประมาณ 9000กว่าบาท) ดังนีิ
  • JR Pass Kansai Hiroshima 5 Days : ¥13,500
  • Kansai Thru Pass 3 Days : ¥5,200
  • Osaka Amazing Pass 1 Day : ¥2000
  • Osaka 1 Day Pass : ¥800
  • Kintetsu Rail Pass Plus 5 Days : ¥4,800
  • ICOCA Card เติมไปประมาณ ¥6000
  • ค่าตั๋วดูฟุตบอล ¥3500 (ประมาณ 1000บาท)
  • ค่าที่พัก 15คืน พัก 4ที่ ผ่าน Airbnb มีตั้งแต่ 600–1500บาท ก็ตกคืนละ 1000นิดๆ ทั้งหมด 18,000 บาท (จริงๆถ้าหา hostel อาจจะได้คืนละ 400–800 ก็ถูกลงมาหน่อย แต่ชอบส่วนตัวมากกว่า เลยเน้นจอง apartment หรือบ้าน/ห้องเดี่ยว)
  • ค่ากิน มื้อละประมาณ ¥800–2000 วันละ ¥5000 โดยประมาณ ก็มีจิปาถะ บางมื้อก็ ¥2000 ก็เอาง่ายๆตั้งงบไว้วันละ ¥5000 หมดเกือบทุกวัน 555 สรุป ค่ากิน 15วัน ก็ ¥75,000
  • ค่า shopping อันนี้น่าจะหนักสุด มีทั้งครีม โลชั่น maskหน้า กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา โดนไป ก็ xx,xxx บาท ละกัน 😄

สรุปทริป ญี่ปุ่น 15วัน เที่ยวคนเดียว กินแบบปกติ ไม่ได้ประหยัด แต่ก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือยจนเกินไป ก็เตรียมเงินไป 60,000–70,000 บาท (ไม่รวม shopping นะ) ก็น่าจะพอนะครับ และถ้าอยากลดรายจ่าย ก็อาจจะเป็นเที่ยวแค่โซนเดียวก็จะประหยัด Pass ไปได้ อย่างผม ไปโซนฮิโรชิม่าด้วย ซึ่งไกลอยู่ เสียค่า Pass ก็ 3000–4000บาทละครับ หรือเช่า Hostel หรือเลือกที่พักถูกๆ ก็อาจจะประหยัดงบลงมาได้

สุดท้ายก็หวังว่ารีวิวของผมจะมีประโยชน์กับหลายๆคน ใครสนใจอยากตาม เป็นแนวทางก็ตามสบายเลยครับ ปรับเปลี่ยนตามความชอบของแต่ละคนเลย เพราะผมว่าการเที่ยว การเดินทางที่สนุกที่สุด คือเส้นทางที่เราเลือกเอง ไม่มีผิด ไม่มีถูกอยู่ที่ความชอบของแต่ละคนล้วนๆ

ขอให้สนุกกับการเดินทางนะครับ ❤️


หากชอบก็สามารถไปติดตามเพจของผมได้นะครับ 🙏

https://www.facebook.com/phonbopitblog

Posted by Phonbopit's Blog on Wednesday, November 20, 2019

แสดงความคิดเห็น