วิธีเตรียมตัวไปเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียวยังไงไม่ให้หลง(ทาง)

12 Mar 2019 Travel

Tower of The Sun ถ่ายที่ Expo City — หนึ่งในภาพที่ชอบที่สุดในทริปนี้

สวัสดีครับ พอดีว่าเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่น ก็เลยมาเขียนบล็อคเล่าเรื่องซะหน่อย ถึงวิธีการเตรียมตัวในการเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นแบบคนเดียว ซึ่งถ้าใครไปเป็นกรุ๊ป บางทีเรื่องแผนเที่ยว หรือเรื่องหยิบย่อย เราก็วานเพื่อนทำให้ซะ ก็ไม่ต้องกังวลแล้ว 😄 (อันนี้พูดเล่นเน้อ) หรือใครไปกับกรุ๊ปทัวร์ ก็ตัดเรื่องแผนเที่ยว ตัดเรื่องการเดินทางไป เตรียมใจไปก็พอ

รีวิวเที่ยวญีปุ่นคนเดียว 15วัน ฉบับย่อแล้ว
สวัสดีครับเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่น วันนี้ก็เลยจะมาเขียนรีวิวทริปเที่ยวญี่ปุ่น 15วันแบบคนเดียวมาฝากกัน…

แต่สำหรับคนเดินทางคนเดียวละ เราจะมีวิธีการเตรียมตัวยังไงบ้าง?

1. เตรียม Passport

อย่างแรกเลย เตรียม Passport แน่ๆครับ ใครไม่มีก็ไปทำซะ ใครมีก็อย่าลืมดูวันหมดอายุด้วยนะครับ ถ้าจะให้เซฟๆ ก็มีอายุเหลืออย่างน้อย 6 เดือน


2. เตรียม Sim หรือ Pocket Wifi

SIM2Fly by AIS

เนื่องจากไปเที่ยวต่างประเทศ จะเป็น Roaming ก็ใช่ที่ เสียตังเยอะแน่ๆครับ วิธีที่น่าจะประหยัดคือเลือกใช้ Sim หรือ Pocket Wifi ส่วนตัวผมเลือกใช้ Sim และใช้บริการของ AIS Sim2Fly นั่นเอง ใครยังไม่มีซิมก็ไปติดต่อ Counter เพื่อทำเรื่อง ไม่ยุ่งยากเลย แล้วก็ Activate ซะให้เรียบร้อย จากนั้นก็เติมตังเข้าไป และกดเพื่อสมัครใช้แพคเกต (จะคิดค่าบริการก็ต่อเมื่อเราไปอยู่ต่างประเทศแล้ว)

ส่วนตัวผมมีซิมอยู่แล้ว ก็แค่เติมเงินเข้าไป และกดสมัครแพคเกต Asia&Australia 8วัน ราคา 299บาท เมื่อไปถึงญี่ปุ่น ก็เปิด Roaming ของซิม Sim2Fly แล้วก็รอมันหาสัญญาณ ประมาณ 5นาที ก็ใช้เนตได้แล้ว โดยเป็นเครือข่าย Softbank นั่นเอง


3. เตรียมแผนการเดินทาง

ข้อนี้สำคัญเลยครับ เราวางแผนจะไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็ต้องมาดูว่าเราจะไปเที่ยวแถวไหน เลือกเป็นโซนๆไปดีกว่านะครับ หลายๆคนมักจะคาดหวังว่า จะไปญี่ปุ่น 5วัน จะไปให้ครบเลยโอซาก้า โตเกียว ซัปโปโร ฟุกุโอกะ อะไรพวกนี้ ซึ่งถามว่าไปได้มั้ย ตอบว่าจะไปก็ไปได้แหละ แต่จะสนุกมั้ยละครับ ไปโฉบๆ 😢

ซึ่งปัญหาแน่นอนแหละ เราเป็นมือใหม่ในการเดินทาง การจะวางแผนเที่ยวคงไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่จะช่วยเราได้ก็คือรีวิวต่างๆนั่นเอง ส่วนใหญ่ผมจะตามอ่านกระทู้ในพันทิพเป็นหลักครับในห้องบลูแพลนเนต ส่วนแท็คต่างๆ ก็เลือกเช่น เที่ยวญี่ปุ่น โอซาก้า โตเกียว คันไซ อะไรพวกนี้ เป็นต้น

จะเห็นว่ากระทู้ผมไล่อ่านเกือบหมด ก็ดูๆทั้งกระทู้ ทั้งคอมเม้น บางคนก็มีรีวิว แล้วก็ Link ต่อยอดไปบล็อค ไปเว็บส่วนตัว หรือ Facebook เพจก็มี ก็อาศัยกระทู้เหล่านี้ช่วยไว้ ซึ่งจริงๆแล้ว มันอาจจะไม่ตรงแผนของเราเป๊ะๆ แน่นอนแหละ ถึงแม้จะลอกตาม 100% แต่เอาเข้าจริง ส่วนตัวผมผมก็อยากไปในที่ๆที่เราจะไป ไม่ได้ตามซะหมด หรือบางที บางที่ในรีวิวเราไม่ชอบเราก็ตัดออก เลือกที่จะไปแทน ก็ดูๆไป ใช้เวลากับการแพลนก็ค่อนข้างนานอยู่ แต่ผมไม่ได้แพลนละเอียดขนาด ว่า เช้า กลางวัน เย็น ต้องไปไหน ไปที่นี้ แล้วจะไปไหนต่ออะไรขนาดนั้นนะครับ ผมแพลนแค่ว่า วันนี้จะไปไหน เอาแค่ที่หลัก 1 ที่พอ ที่เหลือก็แล้วแต่อารมณ์จะพาไปเอง 😃

อีกเว็บนึงที่ผมใช้วางแผนและเตรียมตัวก็คือ เว็บ japan-guide ครับ ก็ระบุโซนที่จะไป และจะมีรายละเอียดสถานที่ต่างๆ ก็ดูคร่าวๆว่าแต่ละแห่งมันมีสถานที่อะไรให้ไปบ้าง

japan-guide.com - Japan Travel and Living Guide
Everything about modern and traditional Japan with emphasis on travel and living related information.

4. เตรียมตั๋วเดินทาง JR Pass / KTP / อื่นๆ

ต่อมาเมื่อเราเตรียมแผนการเดินทางได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาดูเรื่องตั๋วรถไฟเลยครับ แต่ละโซนก็จะมี Pass ต่างๆ แตกต่างกัน เช่น JR Pass ก็จะเป็นรถไฟของรัฐบาล ส่วนสายอื่นๆ Subway หรือ Monorail ก็จะเป็นของเอกชนต่างๆให้บริการเป็นต้น

แต่ละบริษัทก็จะออก Pass แตกต่างกัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้ เช่น JR Pass 1 วัน JR Pass 7 วันแบบเที่ยวได้ทั้งญี่ปุ่น อะไรพวกนี้

ซึ่งตัวอย่างผมเดินทางไป Osaka ซึ่งเป็นแถบคันไซ ฉะนั้น Pass ที่ผมสนใจก็คือ Kansai Thru Pass แบบ 3 วัน และ Osaka Amazing Pass 1 วัน (ซึ่งจริงๆแล้วตั๋วทั้งสองนี้สามารถไปซื้อได้ที่ญี่ปุ่นนะครับ ซื้อนอกญี่ปุ่นก็ได้ส่วนลดนิดหน่อยจริงๆ)

West Japan Railway Company - JR-WEST RAIL PASS
West Japan Railway Company

ส่วนพาสที่เป็น JR Pass ต่างๆ เช่น JR Pass ใหญ่ หรือโซนคันไซก็จะเป็น JR Kansai Wide Area, JR Kansai, JR Kansai Hiroshima อะไรพวกนี้ ที่เป็นตระกูล JR ต้องซื้อก่อนเข้าญี่ปุ่นนะครับ จากนั้นถึงเอาบัตร หรือ Voucher ที่ได้ ไปแลกเป็นตั๋วจริงที่ญี่ปุ่นอีกที โดยผมเลือกใช้บริการของ HIS ในการซื้อ JR Pass ต่างๆ ก็สะดวกดีครับ


5. ซื้อประกันเดินทางไว้ซะหน่อย

ข้อนี้บางคนอาจจะเลือกซื้อประกันการเดินทางตอนซื้อตั๋วเครื่องบินแล้ว แต่ส่วนตัวผมเลือกซื้อประกันแยกกัน ส่วนจะซื้อประกันของที่ไหน อันนี้ไม่สามารถตัดสินใจได้ครับ ให้เราดูว่าคุ้มครองดีมั้ย คุ้มกับเบี้ยที่จ่ายไปมั้ย บางเจ้าจ่ายมาก ก็คุ้มครองมาก จ่ายน้อย ก็คุ้มครองน้อย ก็อยู่ที่เราเองแล้วครับ ว่าต้องการแบบไหน ส่วนการประกัน ก็มีตั้งแต่ประกันอุบัติเหตุ ประกันการเสียชีวิต อุปกรณ์สูญหาย เครื่องดีเลย์ ยกเลิกเที่ยวบินอะไรพวกนี้ เป็นต้น

ส่วนชนิดของประกัน ก็จะมีรายเที่ยว และรายปี ใครที่นานๆเที่ยวที ก็เลือกเป็นรายเที่ยวก็ประหยัดครับ เช่น ญี่ปุ่น 5วัน ประกัน ก็ประมาณ 200–500 บาท หรือใครชอบรายปี ก็คุ้มครอง 1 ปีไม่จำกัดจำนวนครั้ง ก็เบี้ยตกประมาณ 2000–6000 บาท แล้วแต่ความคุ้มครอง แล้วแต่บริษัทครับ ก็เลือกกันไป


6. แลกตัง

ข้อนี้ลืมไม่ได้เลยนะครับ หลังจากซื้อ Pass ต่างๆแล้ว ก็ถึงเวลาแลกตังไว้ครับ ส่วนตัวผมเลือกใช้บริการ Superrich ก็ไปแลกตังมาเลย เราวางแผนไว้แล้วนี่นาว่าจะเที่ยวกี่วัน ก็ดูไว้ว่าจะใช้วันละกี่เยน ก็คำนวณและแลกตังไว้ครับ ตัวอย่างผมคำนวณไว้แล้ว ว่าใช้กิน ใช้เดินทาง ตกวันละ 5000เยน ถ้าผมไป 10วัน ผมก็แลกไว้ 50000 บวก 20000 เผื่อไว้เที่ยวหรือซื้อของ ประมาณนี้ครับ (หรือซื้อของจริงๆ ถ้าเป็นของแพงมาก ก็เลือกจ่ายบัตรไป ส่วนเงินที่แลกไว้ เอาไว้ใช้จ่ายปกติแทน)


7. เตรียมโหลดแอพนำทาง ดูเส้นทาง

ข้อนี้ก่อนไปผมก็คิดว่าไม่น่าจำเป็น ผมใช้ Google Map ตัวเดียวก็น่าจะพอแล้ว แต่พอไปจริงๆแล้ว ก็รู้สึกว่า Google Map ยังไม่ตอบโจทย์ บางทีผมอยู่ในรถไฟ อยากรู้ว่าเราอยู่ไหนแล้ว หรือสถานีอะไร เส้นนี้เส้นอะไร ใช้ Google Map ก็จะดูยากซักหน่อย

Rail Map — เอาไว้ดูเส้นทางรถไฟ (ดูได้ทั่วโลก)

World Transit Maps - Railway & subway networks - Apps on Google Play
------------------------------ Countries / Regions ------------------------------ The coverage area will continue to expand steadily in the future. [Asia] - Hong Kong MTR, Airport Express, Hong Kong Tram, Peak Tram, Light Rail - Japan Shinkansen, JR, railways, subways in Tokyo / Yokohama / Nagoya /…

แต่มีแอพ Rail Map ก็สามารถดู current location เราว่าอยู่สถานีไหน รวมถึงว่าเราขึ้นรถไฟถูกสายหรือเปล่า ก็อุ่นใจไปได้บ้าง เพราะบางขบวนไม่มีภาษาอังกฤษเลย (ซึ่งจริงๆแล้ว Rail Map เนี่ยมันมีแผนที่เกือบทั่วโลกเลย ไม่เฉพาะญี่ปุ่นเท่านั้นนะ)

Hyperdia — เอาไว้ดูเส้นทางรถไฟ เวลา และราคา

http://www.hyperdia.com/ - ไว้ค้นหาเส้นทาง

ต่อมา Hyperdia อันนี้สำคัญจริงๆ ผมใช้ Android ไม่สามารถโหลดได้ ก็เลยเลือกเปิดจาก Browser แล้วกด Add to Home Screen เอาไว้เปิดใช้ทุกครั้งที่จะเดินทางครับ ก็เลือกดูว่าเราจะไปไหน ขึ้นจากไหน ไปลงไหน มีเวลาบอกหมดว่ารถไฟออกกี่โมง ที่ Track หมายเลขอะไร ต้องต่อรถไฟมั้ย ราคาเท่าไหร่ ก็มีบอกหมด เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ใช้ตลอดการเดินทางเลยก็ว่าได้ (ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละสถานีก็จะมี Timetable แน่นอนอยู่แล้วว่ารถไฟจะมาช่วงเวลาเท่าไหร่บ้าง)

ซึ่ง Hyperdia มันอาจจะมีชวนสับสนนิดๆตรงที่สถานีที่เป็นตัวเลข อย่างบางทีผมไป Tanimachi 4 Chome ใน Hyperdia จะใช้ TANIMACHIYONCHOME หรือ Tenjimbashisuji 6 Chome ใน Hyperdia จะใช้ TENJIMBASHISUJIROKUCHOME เป็นต้น ซึ่งพวกตัวเลข ก็จำเลขญี่ปุ่นไว้ซักนิดก็ดีครับ


8. เตรียมเสื้อผ้า จัดกระเป๋าซะ

ข้อนี้ จริงๆแล้ว ไม่น่าจะมีใครลืมมั้งครับ ก็คือก่อนไปเรารู้แล้วว่าจะไปกี่วัน วางแผนจะใส่กี่ชุด บางคน ใส่วันละ2ชุด เที่ยว 7วัน ก็เตรียมไปซะ 14ชุดเลย ให้ไม่ซ้ำ เผื่อถ่ายรูป เผื่อเที่ยว เผื่ออะไรบลาๆ และก็ต้องดูว่าเราไปฤดูกาลไหน บางคนไปหน้าร้อน แต่เตรียมเสื้อโค็ท ขนเป็ด รองเท้าบูท อันนี้ก็เว่อไปหน่อย หรือบางคนไปหน้าหนาว แต่เป็นคนขี้หนาว ก็อย่าลืมพกหมวก หรือถุงมือไปด้วย ก็จะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นได้นะครับ หรือมีฮีทเทคใส่ก็ช่วยได้ครับ

ต่อมาก็อุปกรณ์ต่างๆ เช่น ปลั๊กไฟ แนะนำหาหัวปลั๊กแบบ Universal ติดไปซักตัวครับ แล้วก็ปลั๊กพ่วง เผื่อใครมีอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายตัว และที่พักมีรูเดียว จะได้ไม่มีปัญหา

ส่วนอุปกรณ์อื่นๆเช่นพาวเวอร์แบงค์ มีติดตัวไปก็ดีครับ เผื่อฉุกเฉินแบตโทรศัทพ์หมด แบตกล้องหมด ก็ใช้ชาร์จได้ (แล้วก็อย่าลืมพาวเวอร์แบงค์ พกใส่กระเป๋าเป้ หรือสะพายขึ้นเครื่องนะครับ อย่าเอาไปโหลดพร้อมกระเป๋าโหลดใต้เครื่องละ)

ของอื่นๆเช่น กล้องถ่ายรูป ขาตั้งกล้อง หรืออะไรก็แล้วแต่ อันนี้ก็ตัวใครตัวมันละกัน แล้วแต่สไตล์แต่ละคนเนาะ ส่วนตัวผมก็พก Laptop ไปด้วยอันเดียว

ฉะนั้นเรื่องเตรียมเสื้อผ้า จัดกระเป๋า ก็มีเท่านี้ละกันเนาะ


9. เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม

สุดท้ายจ้า หลังจากที่เราเตรียมอะไรเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสุดท้าย ก็เตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมร่างกายให้พร้อม ใครที่ไม่ค่อยแข็งแรงก็ดูแลรักษาสุขภาพให้ดีก่อนออกเดินทาง (หรือคนที่มีโรคประจำตัว แพ้อากาศ หรือร่างกายไม่แข็งแรง ก็อย่าลืมพกยาไปด้วยก็ดีนะครับ) ส่วนตัวผมนั้นไปแต่ตัวเลย โชคดีที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสภาพอากาศ หนักสุดก็แค่เมาเรือเอง ฮ่าๆ 😄

และก็เล็กๆน้อยๆ ผมพูดหรือสื่อสารญี่ปุ่นไม่ได้หรอก ฉะนั้นผมก็จะจำ หรือท่อง รวมถึงมีสมุดเล่มเล็กๆอันนึงติดตัวไปด้วย ก็พวกประโยคทักทาย แนะนำตัว ประโยคถามทาง ถามราคา สั่งอาหาร การนับเลข การขอโทษ อะไรพวกนี้ เป็นต้น ก็ช่วยเราได้ระดับหนึ่ง ผมรู้สึกมันดีกว่าการใช้ Google Translate ข้อดีคือมันทำให้เราได้เรียนรู้และจำไปใช้ในครั้งต่อไปได้ ในขณะที่ Google Translate ผมเข้าใจว่ามันแปลว่าอะไร แต่ก็จะลืมไปในทันที เช่นกัน 😃

สุดท้าย ก็โชคดีในการเดินทาง และสนุกกับทริปที่จะไปกันนะครับ ❤️

แสดงความคิดเห็น